วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Prime Minister Calls for Green Environmental Plan in Rayong Province




Prime Minister Yingluck Shinawatra has urged the Governor of Rayong province, the Governor of the Industrial Estate Authority of Thailand, and local entrepreneurs to work together in formulating a green environmental plan for the Map Ta Phut Industrial Estate area in Rayong province.

The call was made during the Prime Minister’s inspection tour of Map Ta Phut before the mobile Cabinet meeting on 18-19 June 2012 in Chon Buri.

She explained that the green environmental plan seeks to bring about environment-friendly conditions in the local community through various ways, such as the planting of more trees.

The Prime Minister assigned the Ministry of Interior to look into the town plan of Rayong by developing green-belt areas into more public parks for recreational purposes.

She instructed the Department of Industrial Works to tighten controls on the issuance of licenses for industrial operators to ensure that the operations of local industries are up to international standards.

During the inspection tour, the Prime Minister received complaints from several groups of local residents, who were suffering from various problems. She asked responsible ministers and the Governor of Rayong to look into the complaints and report their assistance periodically in order to ease the problems.

18 June 2012

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รมช.คมนาคมเห็นด้วยกับโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งและปรับปรุง ภูมิทัศน์ริมทะเล ของ จ.จันทบุรี


รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเห็นด้วยกับโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งและปรับปรุง ภูมิทัศน์ริมทะเล ของจังหวัดจันทบุรีที่จะขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลในการประชุม ครม.สัญจร ภาคตะวันออก 

ในการลงพื้นที่ของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะที่เดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่โครงการที่จังหวัดจันทบุรีที่จะขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลในการประชุม ครม.สัญจร ภาคตะวันออก  3 โครงการ จาก 5 โครงการในกรอบวงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท  ประกอบด้วย 1.โครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งและปรับปรุงภูมิทัศน์ริมทะเล บ้านปากน้ำแขมหนู ตำบลตะกาดเง้า อำเภอท่าใหม่ งบประมาณ 12 ล้านบาท 2.โครงการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวอำเภอแหลมสิงห์ ถนนสายบางเคียน 2 หมู่ที่ 2 ตำบลคลองน้ำเค็ม อำเภอแหลมสิงห์ งบประมาณ 12 ล้านบาท และ 3.โครงการพัฒนาเส้นทางเข้าศูนย์พัฒนาไม้ผลตามพระราชดำริฯ ตำบลท่าหลวง อำเภอมะขาม งบประมาณ 12 ล้าน 4 แสน 3 หมื่น ห้าพันบาท โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าเห็นด้วยกับโครงการของจังหวัดจันทบุรีที่จะขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งและปรับปรุงภูมิทัศน์ริมทะเล บ้านปากน้ำแขมหนู อำเภอท่าใหม่ เหมาะสมที่จะพัฒนาเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวได้ เพราะขณะนี้ทางหลวงชนบทได้ทำเส้นทางไว้รองรับแล้ว มีจุดขายสินค้าของชาวบ้านซึ่งตรงกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่จะให้สินค้าของชาวบ้านในท้องถิ่นได้วางขายตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ สร้างรายได้แก่ประชาชน หากโครงการได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี จังหวัดจันทบุรีสามารถดำเนินการได้ภายใน 15 วัน

นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า หากทางจังหวัดจันทบุรี มีปัญหาเรื่องโลจิสติกส์ในการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตร การขนส่งผลไม้ไปสู่ผู้บริโภคปลายทาง และมีปัญหาเรื่องเส้นทางคมนาคมไม่สะดวกขอให้ทางจังหวัดรีบแจ้งให้กระทรวงคมนาคม เพื่อจะได้เร่งแก้ไข ปรับปรุง ซ่อมแซม อย่างเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยทันที

ส.ปชส.จันทบุรี / ข่าว
วันวิศาข์   ภาคสุวรรณ์ / เรียบเรียง

รัฐเร่งสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ได้2ล้านล้านบ.ภายใน5ปี


"อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ระบุ รัฐบาลเร่งสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ได้ 2 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปี"



อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ระบุ รัฐบาลเร่งสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ได้ 2 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปี
อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ระบุ รัฐบาลเร่งสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ได้ 2 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปี ตามนโยบายที่รัฐบาลประกาศไว้ พร้อมย้ำให้ทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศให้มากขึ้น

นายสุพล ศรีพันธุ์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการท่องเที่ยวขับเคลื่อนนโยบายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปี ที่มีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมในช่วงบ่ายวันนี้ (17 มิถุนายน 2555)      

ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ระหว่างวันที่ 18-19 มิถุนายน 2555 ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า ที่ประชุมจะพิจารณาและหาแนวทางว่าจะทำอย่างไรจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวจะเข้าประเทศเป็นจำนวนถึง 2 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปี ตามนโยบายรัฐบาลที่ประกาศไว้ ซึ่งหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ ทั้งกระทรวงคมนาคม เรื่องการขยายรันเวย์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปี การใช้ประโยชน์จากท่าอากาศยานภูเก็ต และหาดใหญ่ ที่ถือเป็นท่าอากาศยานที่นักท่องเที่ยวใช้เป็นเส้นทางเดินทางเข้าไทย รวมทั้งการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ไม่เอารัดเอาเปรียบ และให้บริการการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น เพื่อเป็น  การดึงดูดในการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าประเทศด้วย เนื่องจากตัวเลขจากกรมการท่องเที่ยวพบว่านักท่องเที่ยวกว่าร้อยละ 70 เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มเดิม ๆ ที่เข้ามาเที่ยวประเทศไทย และอีกร้อยละ 30 เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่

ข่าว/กรรณิกา แก้วใส-สวท.
ศิริวรรณ-สนข./เรียบเรียง

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

"ยิ่งลักษณ์" เผยแผนรับมือ ผลกระทบ "วิกฤตยุโรป"

รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน
วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2555


(16 มิถุนายน 2555) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.00 น. นายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จัดรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน" ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์ปัญหา เศรษฐกิจยุโรป ที่ขณะนี้รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมในการหารือร่วมกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ และธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประเมิณผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติการเงินในยุโรปเมื่อวันศุกร์ที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยนางสาวยิ่งลักษณ์กล่าวว่า “เนื่องการสหภาพยุโรปยังไม่มีข้อสรุปแนวทางแก้ไขสถานการณ์ปัญหา เศรษฐกิจยุโรปที่ชัดเจน รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ทั้งนี้ทางคณะทำงานได้ประเมิณถึงผลกระทบที่จะเกิดทั้งทางตรงและทางอ้อมซึ่งได้ส่งผลกระทบในภาคส่งออกเพราะประเทศคู่ค้าการส่งออกลดลง อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นรัฐบาลเห็นความสำคัญและความผันผวนมาแล้ว รัฐบาลจึงได้เน้นสร้างความแข็งแกร่งเศรษฐกิจในประเทศ และผลกระทบในด้านอื่นๆที่เป็นห่วงโซ่อุปทาน เตรียมมาตรการรองรับโดยใช้เครื่องมือทางด้านการเงินการคลังเพื่อสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม SME และเพื่อเป็นการไม่ประมาทได้มีการสั่งและการให้สภาพัฒน์ติดตามอย่างใกล้ชิด เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เร่งรัดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจในชุมชน การลงทุนของภาครัฐ และการสร้างงานเป็นหลัก”



นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวิเคราะห์ผลกระทบเป็นรายภาคอุตสากรรม เพื่อออกมาตรการรองรับผลกระทบ และกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นรายภาค และเนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนตลอดเวลาจึงได้ให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเป็นประจำทุกสัปดาห์เพื่อเกาะติดสถานการณ์


นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวเสริมอีกว่า “ประเทศไทยมีรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแรง ถ้าเราหมั่นหาตลาดลูกค้ารายใหม่ๆให้กับประเทศ ไม่อิงกับตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป เพื่อลดผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยเฉพาะในภาคส่งออกก็จะสามารถผ่านวิกฤตินี้ไปได้ ด้านการหารายได้เข้าประเทศในส่วนอื่นๆ ทางรัฐบาลได้จัดให้มีการหารือร่วมภาคเอกชนในธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อหาแนวทางในการเปิดตลาดใหม่ กับค้ารายใหม่ในวันอาทิตย์นี้ (17 มิถุนายน 2555) เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับภาคเอกชน เตรียมรับมือกับผลกระทบโดยการเจาะกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวใหม่ๆ ลดปัญหาอุปสรรคต่างๆสำหรับเพื่อกระตุ้นในนักท่องเที่ยวมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น”

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555

"ยิ่งลักษณ์" ยันยัน รัฐบาลลุยสกัดน้ำท่วมเต็มที่


(9 มิถุนายน 2555) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.00 น. นายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จัดรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน" ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย โดยเป็นการถ่ายทำรายการระหว่างลงเรือของกองทัพเรือจากท่าเทียบเรือหอประชุมกองทัพเรือ เพื่อตรวจดูระดับน้ำและความคืบหน้าการซ่อมแซมแนวพนังกั้นน้ำสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนที่จะเทียบเรือที่ท่าเรือวัดลุ่มคงคาราม อ.บางกรวย จ.นนทบุรี โดยมีชาวบ้าน และกลุ่มคนเสื้อแดง มารอให้การต้อนรับและมอบดอกกุหลาบ เป็นกำลังใจ ก่อนที่จะขึ้นรถสองแถว หมายเลขทะเบียน 10-1694 นนทบุรี เดินทางมายังโรงเลื่อยไม้เก่า ใน อ.บางกรวย เพื่อพบปะชาวบ้าน ข้าราชการ


นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า "รัฐบาลได้มีการปรับปรุงบูรณาการในส่วนของการจัดเก็บข้อมูลใหม่ทั้งหมดด้วยการนำระบบ Single command มาใช้ ซึ่งจะเป็นการรวบรวมข้อมูลจากทุกจุดรวมทั้งการพยากรณ์อากาศแบบ real time ซึ่งจะทำให้มีความเป็นเอกภาพมากขึ้นและมีการตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น"

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "มีการติดตามและตรวจการบ้านรัฐมนตรี รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเตรียมการรับมือกับสถานการณ์น้ำทุกวัน และในสัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าด้วยตนเองอีกครั้ง ในลักษณะของการจัดคาราวานลงพื้นที่ไล่ขึ้นไปตั้งแต่พื้นที่ปลายน้ำ กลางน้ำ ไปถึงต้นน้ำ โดยจะเน้นในจุดที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดในช่วงอุทกภัยปีที่ผ่านมา ทั้งในแผนระยะเร่งด่วน 4 แผนที่ได้สั่งการไปก่อนหน้านี้ คือการปรับระดับน้ำในเขื่อน การเสริมแนวคันกั้นน้ำ การซ่อมแซมประตูระบายน้ำ การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ผลักดันน้ำในจุดที่มีปัญหา และการขุดลอกคูคลอง รวมทั้งแผนระยะยาวที่ต้องทำควบคู่กันไป ซึ่งวันนี้ถือว่าในส่วนของพื้นที่ปลายน้ำสามารถทำงานคืบหน้าไปมากกว่า 70-80% แล้ว"

"ทั้งนี้จะให้ความสำคัญกับพื้นที่ปลายน้ำมากขึ้นทั้งใน กทม.และปริมณฑล เนื่องจากเป็นพื้นที่ราบ ลุ่มต่ำ และต้องปกป้องเขตเศรษฐกิจ โดยจะมีการเสริมคันกั้นน้ำนอกแนวคันพระราชดำริเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าในตัวเมือง ขณะที่ในพื้นที่จ.นนทบุรี ในปีนี้ได้มีการสร้างแนวคันกั้นน้ำชั่วคราวไปก่อน เนื่องจากแผนระยะยาวในการก่อสร้างประตูระบายน้ำทั้งที่บางกรวย ปากเกร็ดและบางบัวทอง รวมทั้งแนวเขื่อนทั้งหมด จำเป็นต้องใช้เวลาก่อสร้างนานประมาณ 2 ปี แต่ก็เชื่อว่าจะแข็งแรงพอที่จะปกป้องพื้นที่ได้" นายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยืนยันว่า รัฐบาลทำงานเต็มที่เท่าที่ศักยภาพมีอยู่ ไม่ได้นิ่งนอนใจ และไม่ประมาท ซึ่งหากปริมาณน้ำเท่ากับปีที่แล้ว ก็น่าจะรับมือได้ แต่หากปริมาณน้ำมากกว่า ก็มีการเตรียมแผนเผชิญเหตุ รองรับไว้ทั้งหมด แต่ก็ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกส่วนราชาการและประชาชนด้วย ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียอมรับว่ารู้สึกท้อที่ถูกสังคมนำคำว่า "เอาอยู่" มาเป็นคำแซวตนเอง ทั้งๆ ที่เป็นเพียงแค่สถานการณ์หนึ่งในช่วงน้ำท่วมปีที่แล้วเท่านั้น


วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ยิ่งลักษณ์ ยืนยันแท็บเล็ตป.1‎ เติมภูมิปัญญาความรู้ให้เยาวชน


(7 มิถุนายน 2555) น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  เป็นประธานเปิดตัวและส่งมอบแทปเล็ตจำนวน 2,000 เครื่องให้กับตัวแทนนักเรียนชั้น ป.1จากโรงเรียนต่าง  ๆทั้ง 4 ภูมิภาค และตัวแทนวิทยากรในทุกพื้นที่ ได้นำไปศึกษาพัฒนาครูประมาณ 50,000 คน เพื่อเตรียมพร้อมในการนำไปส่งเสริมการเรียนให้กับเด็กนักเรียน ตามโครงการ One tablet PC Per Child ภายใต้แนวคิด “เติมปัญญาด้วนเทคโนโลยี”   โดยนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวมอบนโยบายในตอนหนึ่งว่า ตนรู้สึกภูมิใจที่โครงการ One tablet PC Per Child ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลได้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพราะกว่าที่จะดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ต้องใช้ระยะเวลา ทั้งเรื่องการพัฒนาเนื้อหาและการจัดซื้อจัดจ้างให้มีความเหมาะสม รัฐบาลตระหนักดีถึงความห่วงใยของผู้ปกครอง ดังนั้นเราจะมีการอบรมครูและผู้ปกครองให้รู้จักวิธีใช้ให้เหมาะสม และยืนยันว่ารัฐบาลมีระบบป้องกันการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เป็นประโยชน์

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอยืนยันกับครู และผู้ปกครองว่า โครงการนี้ไม่ใช่เป็นโครงการแจกแทปเล็ต แต่เป็นโครงการที่จะเติมภูมิปัญญาความรู้ให้กับเด็กเยาวชน ได้เรียนรู้เนื้อหาที่เป็นประโยชน์นอกเหนือจากตำราเรียน หากเยาวชนได้รับการปลูกฝั่งและเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก ก็จะเป็นการปลูกฝังให้เด็กได้เรียนรู้เร็วขึ้น โดยเฉพาะเด็กนักเรียนชั้นป.1 ที่อยู่ในช่วงวัยที่ต้องการเรียนรู้ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ซึ่งจะทำให้เด็กเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีได้อย่างดี โดยยืนยันว่าเด็กทุกคนจะได้รับการแจกแทปเล็ตพีซีอย่างทั่วถึง เท่าเทียมกันทั่วประเทศ ทั้งนี้เนื้อหาที่บรรจุอยู่ในแทปเล็ต นอกเหนือจากเป็นเนื้อหาที่เป็นหลักสูตรการเรียนแล้ว ยังเพิ่มเติมเนื้อหาในรูปแบบของมัลติมีเดีย และความรู้รอบตัวต่างๆ อาทิ หลักธรรมคำสอน และพระราชกรณียกิจ เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนาได้ทันกับเทคโนโลโย  โดยจะมีการทบทวนประเมินผลโครงการต่อไปในอนาคตร่วมกับครูและผู้ปกครอง และยังจัดให้มีสายด่วน 1111 กด 8 เพื่อช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาในการใช้แทปเล็ตและการซ่อมบำรุงสำหรับนักเรียนและผู้ปกครองให้เกิดความสะดวกอีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งนี้แทปเล็ต พีซีในโครงการนี้ ได้บรรจุบทเรียนได้ 336 เรื่อง โดยมีการจัดวางหมวดหมู่ตามวิชาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งหมด 5 สาขาวิชา ประกอบด้วย วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา และคณิตศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีอีบุ๊คหรือหนังสืออีเล็คโทรนิค ให้อ่านประกอบด้วยเพื่อเป็นการสร้างโอกาสและความเท่าเทียมกันทางการศึกษาให้กับเด็กไทยทั่วประเทศด้วย ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าว่าจะกระจายแท๊ปเล็บพีซีให้ได้ทั่วประเทศภายในปี 2556.

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

นายกฯย้ำพรบ.ปรองดองไม่ใช่เรื่องคืนเงินให้ทักษิณ วอนยุติขัดแย้งเพื่อประเทศชาติเดินหน้า




นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน  เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน  ถึงการเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ... ว่า เป็นการเริ่มต้นในการสร้างความสามัคคีปรองดอง หลังประเทศชาติบอบช้ำมามาก   ในการพูดคุยทำความเข้าใจร่วมกัน โดยใช้เวทีของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีตัวแทนของประชาชนเป็นที่พิจารณา ที่สำคัญไม่ต้องการให้ประเทศชาติต้องอยู่ในวังวนความขัดแย้งไม่มีที่สิ้นสุด และร่วมกันผลักดันให้ประเทศไปข้างหน้า

สำหรับความวุ่นวาย และความเห็นแตกต่างที่เกิดขึ้นนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่จะเปิดใจ หันหน้ามาพูดคุยกัน หรือสามารถเสนอความเห็นต่างๆ เข้ามา เพื่อร่วมกันถกเถียงให้เกิดประโยชน์สูงสุด    ดำเนินการอยู่ภายใต้กรอบของประชาธิปไตย และกฎหมาย ให้ประเทศเกิดความสงบสุขและร่วมกันเดินไปข้างหน้า สร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศชาติ   ความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องการเมืองก็ต้องใช้กลไกทางการเมืองมาแก้ไข รัฐบาลแก้ไขปัญหาในส่วนของการบริหาราชการแผ่นดินความสงบให้เป็นไปตามกม.และความยุติธรรมให้เท่าทียมกัน เพราะอำนาจบริหารและนิติบัญญัติแยกกันอยู่แล้ว ส่วนการเลื่อนถกพ.ร.บ.ปรองดองนั้นก็อยู่ที่ประธานสภาเชื่อว่าท่านคงอยากเห็นบ้านเมืองสงบ ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งและสภาคงมีทางออกร่วมกัน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า   ตนยังไม่เห็นร่างพ.ร.บ.ปรองดองแต่ก็เชื่อว่าทุกร่างก็มีประโยชน์กับทุกกลุ่ม   ซึ่งการจะให้ทุกคนลืมอดีตก็ยากเพราะบางคนสูญเสียคนเป็นที่รัก มีความเจ็บปวดไม่มีใครลืมได้ แต่อยากให้อภัยกันเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าถือเป็นเจตนาของการปรองดอง

นอกจากนี้   น.ส.ยิ่งลักษณ์  ยังกล่าว ไม่อยากให้มองว่าร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง หากมีผลบังคับใช้จะเป็นการช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี  หรือใครอื่นบ้าง เพราะเป็นการมองที่ปลายทาง ซึ่งเป็นเรื่องเร็วเกินไป ขณะนี้อยากให้ทุกคนมองที่ต้นทางก่อน เพื่อให้กระบวนการปรองดองเกิดขึ้น วันนี้เราควรเริ่มหารือกระบวนการเรื่องปรองดองกันก่อน จึงขอเชิญ เวทีนอกรัฐสภา ควรรวมข้อคิดเห็น แล้วนำมาหารือหรือถกในสภามากกว่า
   

"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเอาเงินคืนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ พี่ชาย อย่างแน่นอน เพราะมีการลงมติจากประธานคณะกรรมการทั้ง 35 คณะไปแล้วว่า ร่างพระราชบัญญัติปรองดองฉบับนี้ ไม่เกี่ยวกับการเงิน"

 ส่วนกรณีที่มีการประท้วงทั้งในสภาฯและนอกสภาฯจากกลุ่มผู้ชุมนั้น   น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า   ความขัดแย้งเกิดขึ้นมานานหลายคนมาจากพื้นฐานความเข้าใจที่ต่างกันการจะให้มารวมให้เป็นหนึ่งก็ต้องมีการถกเถียงถือเป็นเรื่องปกติแต่ให้อยู่ในกรอบความสงบ ตนในฐานะประชาชนก็อยากเห็นอะไรก็ได้ที่ประคองไปด้วยกันจูงมือไปด้วยกัน  อยากให้คนไทยมีความสุขไม่อยากเห็นบ้านเมืองมีหน้าตาของความขัดแย้ง อยากทำทุกอย่างให้เป็นไปอย่างสงบ สันติวิธี รัฐบาลทำคนเดียวคงไม่สัมฤทธิ์ผลก็ขอความร่วมมือจากทุกคนให้เปิดใจ มองไปข้างหน้าว่าจะทำอย่างไรพร้อมนำข้อเสนอกลุ่มผู้ชุมนุมทุกฝ่ายเสนอสู่สภาหาทางออกร่วมกัน

 "ประชาชนที่มาชุมนุมก็ขอให้อยู่ในขอบเขต กฏหมายและระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลพร้อมให้ความร่วมมือ ไม่ได้ห้าม แต่ไม่อยากเห็นความรุนแรงเช่นที่ผ่านมา อยากให้ทุกคนเดินไปข้างหน้าให้ยุติความขัดแย้ง ไม่เช่นนั้นก็อยู่ในวังวนความขัดแย้งไม่สิ้น แม้ลืมอดีตไม่ได้ แต่ขอให้ยุติเสียสละเพื่อประเทศชาติเพื่อคนรุ่นหลัง"นายกรัฐมนตรีกล่าว