วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

รัฐตั้งเป้าส่งออกเท่าเดิมโดยหาตลาดใหม่แทน มุ่งช่วย SME OTOP



รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน (7/7/2012)

รัฐบาล ตั้งเป้าการส่งออกเท่าเดิมโดยหาตลาดใหม่ทดแทน มุ่งช่วยเหลือกลุ่ม SME และ OTOP ยันน้ำในเขื่อนปีนี้อยู่ในระดับ 44% พอรองรับภัยทำท่วมและภัยแล้ง

วันนี้ (7 ก.ค. 55) เวลา 08.00 น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ นายธีรัตถ์ รัตนเสวี 


(พิธีกร) : สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน วันนี้ผมธีรัตถ์ รัตนเสวี รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ ปัจจุบันนั้นมีหลายคนค่อนข้างที่จะหวั่นวิตกว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นใน กลุ่มประเทศยุโรปจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน ขณะเดียวกันความพร้อมของรัฐบาลในการที่จะรับมือกับน้ำที่จะมาในอีกไม่กี่ เดือนข้างหน้านั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่กับเรา ท่านนายกฯ สวัสดีครับ
นายกรัฐมนตรี : สวัสดีค่ะ


พิธีกร : เรียนถามว่ารัฐบาลวิตกมากน้อยแค่ไหนกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศยุโรปว่าจะกระทบกับเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน
นายกรัฐมนตรี : ถ้าถามว่ารัฐบาลวิตกไหม เราเรียกว่าเราติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและไม่ประมาท แต่ขณะเดียวกันไม่อยากให้ตื่นตระหนกจนหยุดการลงทุนทุกอย่าง เพราะบางครั้งเราหยุดการลงทุนแทนที่เศรษฐกิจจะโตกลับยิ่งเกิดปัญหาใหญ่ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำคือเรามีการตั้งคณะทำงานในการติดตามการเคลื่อนไหวของ วิกฤตเศรษฐกิจโดยเฉพาะในยุโรป จากที่เรามาประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ จะดูทั้งส่วนของเศรษฐกิจโลกและในส่วนของประเทศไทยด้วย ซึ่งเราจะติดตาม ในการติดตามนี้เราใช้วิธีการคือเชิญรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับ เศรษฐกิจทั้งหมดซึ่งมี 9 กระทรวง และรวมถึงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานพัฒนาเศรษฐกิจการคลังของกระทรวงการคลังด้วยที่จะมาติดตาม สถานการณ์ร่วมกันเราเองจะมากำหนดเรียกว่าเป็นจุด Trigger point หรือจุดที่ติดตามเตือนว่าถ้าเลยจุดนี้เมื่อไหร่หรือจุดที่เรามีความเป็นห่วง เมื่อไหร่ในตัวเลขหรือการเจริญเติบโตที่ลดลงในทางที่ผิดปกติเราก็พร้อมที่จะ ออกนโยบายในการแก้ปัญหาได้เลย


พิธีกร : ที่ท่านนายกฯ บอกในตอนต้น ตอนนี้ไม่อยากที่จะบอกมาตรการที่ออกไว้ก่อนอาจจะไปชะลอการเจริญการเติบโตของ เศรษฐกิจลง แต่ว่าให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้ง 9 กระทรวง ธนาคารแห่งประเทศไทยต่าง ๆ เหล่านี้มาหารือร่วมกันว่าจุด Trigger point ถ้าถึงตรงนี้ควรจะมีการดำเนินการอย่างไร
นายกรัฐมนตรี : ยกตัวอย่าง วันนี้เราดูตัวเลขของทางเศรษฐกิจด้วยรวมของประเทศไทย วันนี้ตัวเลขหลังจากที่สถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วม ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้น ถามว่าดีขึ้นจากอะไร ดูจากอัตราการส่งออกตัวเลขการส่งออกดีขึ้น แต่ยังไม่ได้เป็นจุดที่เราพึงพอใจ ถ้าถามว่าเส้นกราฟมีโอกาสที่หัวชันขึ้นแต่จะชันขึ้นอย่างไรนั้นต้องเนื่อง จากสถานการณ์ในยุโรปต่าง ๆ เข้ามาเราต้องติดตาม แต่ในการส่งออกมีอัตราของการส่งออกที่เราส่งออกไป สหภาพยุโรป (EU) โตขึ้นถึงร้อยละ 6.8 


พิธีกร : ถึงแม้ว่าเราเป็นห่วงยุโรปว่าชะลอตัวลงแต่ว่ามีตัวเลข
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ อย่างเรื่องของอุตสาหกรรมการผลิตดีขึ้น ภาคการเกษตรก็ดีขึ้น และการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเราไปดูอีกว่าการท่องเที่ยวนั้นเป็นอย่างไร ตัวนักท่องเที่ยวจากยุโรปเข้ามาประเทศไทยก็ดีขึ้น เรียนว่ายังอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่ามีการเติบโตแต่อาจจะไม่สูงมากนัก ซึ่งเราต้องติดตามอยู่เพราะว่าประเทศกำลังฟื้นจากสถานการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วม นี้และเรามาดูอีกว่าในส่วนการติดตามต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น จุดที่เราจะดูอัตราการว่างงาน วันนี้อัตราการว่างงานมีประมาณ 3 แสนกว่าราย แต่ในส่วนนี้ก็มีจำนวนนักศึกษาที่จบใหม่ซึ่งต้องไปวิเคราะห์ว่าที่ว่าง งานอยู่ในอาชีพใดบ้าง แต่อัตราการจ้างงานก็ยังโตขึ้นแต่ถ้าเราโตขึ้น อย่างวันนี้มองว่าอัตราการจ้างงาน ถ้าไม่โตขึ้นเลยกี่เดือนติดต่อกัน เราต้องกลับมาดูว่าแปลว่าภาพรวมนี้เศรษฐกิจเริ่มหดตัว จะมีตัวสัญญาณบอกบางอย่าง ซึ่งทุกกระทรวงต้องบูรณาการกันในการที่จะติตตาม เมื่อเราเห็นสัญญาณแต่ละตัวหลาย ๆ ตัว ประกอบกันแล้ว เกิดมีแนวโน้มที่ลดลงเราต้องเตรียมหามาตรการแต่ส่วนหนึ่งที่จะเรียนคุณธีรัต ถ์ฯ ให้สบายใจว่า ในส่วนของสถานการณ์การเงิน การคลัง ของเรานั้นอยู่ในสภาพที่ดีอยู่และสภาพคล่องของธนาคารยังดีอยู่ เชื่อว่าตรงนี้มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น เราจะรองรับได้ แต่สิ่งที่เราอยากให้พี่น้องประชาชนหรือทางผู้ประกอบการนั้นคือ 1. การเตรียมตัวบนความไม่ประมาทแต่อย่าตกใจ ถ้าตกใจเรางดการลงทุนเลย อย่างเช่นผู้ที่ส่งออกที่เคยส่งออกตลาดยุโรป ไม่ส่งออกแล้วเปลี่ยนตลาดใหม่ ซึ่งอาจจะทำให้เราเสียโอกาสบางครั้งเราอาจจะไปดูในเรื่องของความเสี่ยงมาก ขึ้น เช่น ถ้าเราส่งออกไปในกลุ่ม 5 ประเทศที่มีปัญหาในกลุ่มยูโรโซนอาจจะใช้วิธีคือ 1. ลดจำนวนสต๊อกหรือไปขายในประเทศอื่นในยุโรปก็ได้ หรือว่าดูมาตรการในการเงินที่ติดตามอย่างใกล้ชิด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราอยากให้ทำการปรับวิธีการซึ่งได้สั่งการกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์มีการทำ Workshop ในส่วนของภาคส่งออกด้วยที่จะมาร่วมช่วยกันในการแก้ไขปัญหาของผู้ส่งออกซึ่ง เราจะแบ่งเป็นรายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มส่งออกที่เราจะเร่งด่วนที่จะเข้าไปดูแลช่วยเหลือคือในส่วนของ อัญมณี สิ่งทอ หรือภาคการเกษตร มีเรื่องของยางพาราสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่เราต้องเข้าไปช่วยกันทำงานอย่างใกล้ชิดว่าต้องการการสนับสนุน หรือการดูแลจากภาครัฐอย่างไรและเข้าใจปัญหา


พิธีกร : ท่านนายกฯ ได้ไป Workshop เรื่องของการส่งออกมายังคงตั้งเป้าไหมว่าการส่งออกของประเทศไทยในปีนี้ยัง เป็นตัวเลขเดิมที่เราได้ยินมาตลอดว่า 15% 
นายกรัฐมนตรี : ขอใช้คำอย่างนี้ได้ไหมว่า เรายังตั้งเป้าเดิมคือการโต 15% แต่เราปรับวิธีการเพื่อให้การทำงานนั้นสอดคล้องกับสภาวะวันนี้และพยายามที่ จะลดความเสี่ยงและกระจายไปยังจุดอื่น ๆ ในการที่จะหาโอกาสของตลาดใหม่ที่จะทดแทน จะพยายามถือว่าเป้าหมายนี้ถามว่าท้าทายไหม ก็เป็นเป้าหมายที่ท้าทายแต่ไม่อยากอยู่ในบรรยากาศที่ทุกคนตกใจ และตัดเป้าหมด การเติบโตก็ไม่มีเราต้องทำของเราให้เต็มที่ก่อนและดูว่าเราทำได้เต็มที่ แล้วดีที่สุดอย่างไร


พิธีกร : มีการพูดถึงการจัดตั้งคณะทำงานต่าง ๆ เช่น การแก้ไขปัญหาเรื่องภาษีฯ กฎระเบียบต่าง ๆ เหล่านี้ จะเป็นการช่วยทางหนึ่งด้วยที่ทำให้ผู้ส่งออกนั้นสามารถที่จะดำเนินการเรื่อง การของการส่งออกได้สะดวกมากขึ้น
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ เราตั้งคณะทำงานขึ้นมา 5 กลุ่มด้วยกัน เรียนโดยสรุปแล้วกันคือกลุ่มแรกเป็นคณะกรรมการที่แก้ไขปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบ เช่น อัญมณี สิ่งทอ เพื่อหาแนวทางร่วมกันว่าจะต้องช่วยกันอย่างไร กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่การอำนวยความสะดวกหรือเรียกว่าโลจิสติกส์ ถ้าเรือต่าง ๆ เราจะทำอย่างไรให้สิ่งต่าง ๆ เพิ่มประสิทธิภาพได้ในระยะเวลาอันสั้นนี้ และคณะกรรมการที่หาโอกาสในตลาดใหม่ซึ่งเราได้บูรณาการกับกระทรวงการต่าง ประเทศ และทูตพาณิชย์ที่จะร่วมกันในการที่จะศึกษาติดตามว่าประเทศใดมีนโยบายในการ ส่งเสริมการลงทุนของเราที่ไปลงทุนที่อื่นบ้างเพื่อให้ภาคเอกชนนั้นได้มี โอกาสหาตลาดใหม่ ๆ ขณะเดียวกันปัญหาเรื่องของวัตถุดิบหรือแหล่งวัตถุดิบที่ถูกลงหรือที่มี ประสิทธิภาพก็ให้มองในส่วนของประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนด้วย อันนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการอยู่หลายชุดในการที่จะทำงานติดตามซึ่งการแก้ ปัญหาในการส่งออกของเราจะมีการนัดประชุมหารือกันเป็นระยะ ๆ เพื่อติดตามความคืบหน้า


พิธีกร : ถ้าเรามองเฉพาะการส่งออกเราอาจจะไม่บอกผู้ประกอบการแต่ว่าห่วงโซ่ ซึ่งอาจจะกลับมาถึงเป็น SME ในบ้านเราด้วย จะมีการเข้าไปดูแลถึงรายเล็ก ๆ ที่เป็น SME ด้วยไหม
นายกรัฐมนตรี : ดูค่ะ จริง ๆ แล้ววันนี้รัฐบาลให้ความสำคัญและการที่ลงมาดูในการช่วยเหลือในภาคของกลุ่ม SME ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่เป็นกลุ่มใหญ่และมีศักยภาพในการเติบโตในภาพรวมจะมี การติดตามในการช่วยเหลือกลุ่ม SME ด้วย ในขณะนี้เราดึงมาเฉพาะในส่วนของที่เร่งด่วนคือภาคส่งออกโดยเฉพาะในกลุ่มที่ มีการส่งออกของกลุ่มยุโรปที่คาดว่าอาจจะมีผลกระทบ ซึ่งเราจะไปศึกษาทั้งผลกระทบทางตรงและผลกระทบทางอ้อมเพื่อให้เข้าใจและ เตรียมการให้รอบครอบ


พิธีกร : หน่วยงานต่าง ๆ ที่เราคุยกันในตอนต้นทั้ง 9 กระทรวง และธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สสช.) เหล่านี้ได้มีการแบ่งปันข้อมูลอย่างไรในการประเมินสถานการณ์ด้วยไหม
นายกรัฐมนตรี : แบ่งปันค่ะ คือนอกจากจะแบ่งปันแล้วเราอาจจะต้องเอาข้อมูลมาบูรณาการรวมกันในการออกแบบ Template หรือออกแบบฟอร์มที่จะกรองเพื่อให้ทุกหน่วยงานนั้นมาใช้คู่กันเพื่อประกอบ ความเข้าใจ เช่น อัตราการว่างงานต้องไปดูเรื่องของอัตรานักศึกษาจบใหม่หรือไปดูในส่วนของโรง งานอุตสาหกรรมว่าวันนี้จริง ๆ แล้วเราผลิตบัณฑิตหรือผลิตแรงงานต่าง ๆ ตรงกับความต้องการหรือเปล่าเพราะว่าอย่างภาคอุตสาหกรรมหลายอุตสาหกรรมที่ เติบโตค่อนข้างเร็ว เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ที่จะต้องเข้าไปดูว่าส่วนนี้ต้องการส่วนของฝ่ายเทคนิก แรงงานลักษณะอย่างไรและกระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะช่วยกันในการบูรณาการในการ สร้างอาชีพกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างไร อันนี้คงต้องเอาทุกหน่วยงานมาบูรณาการร่วมกันเพื่อให้การทำงานนี้ตรงกลุ่ม เป้าหมายให้ชัดเจนขึ้น


พิธีกร : โดยร่วมตอนนี้คือยังไม่อยากให้ประชาชนตระหนกตกใจมากว่าวิกฤตยุโรปนั้นกระทบ กับประเทศไทยแล้ว เพราะตัวเลขที่ผ่านมาค่อนข้างดี พอเกิดวิกฤตเราเห็นว่าเงินเฟ้อก็ไม่สูงมากนัก ทุกอย่างอยู่ในกรอบที่เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเราด้วย
นายกรัฐมนตรี : เรียนว่าไม่อยากให้ตกใจมากนัก เพราะต้องมาดูวิธีการที่อยู่ในกลุ่มที่ไม่ประมาทและลดความเสี่ยงลดสต๊อกต่าง ๆ อันนี้จะเป็นการเตรียมป้องกันเรียกว่าปลอดภัยไว้ก่อน


พิธีกร : ขณะเดียวกันการทำธุรกิจหรือว่าการทำให้ชุมชนเข้มแข็งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลเรื่องของ OTOP ปีนี้รัฐบาลจะมีการผลักดันอย่างไรบ้าง
นายกรัฐมนตรี : OTOP ถือว่าเป็นนโยบายอย่างหนึ่งของรัฐบาลที่ต้องการที่จะเสริมอาชีพและสร้างงาน ซึ่งสิ่งที่เราได้มาคุยกันคือในส่วนของ OTOP เนื่องจากเรามีภูมิปัญญาไทย เรามีความรู้พื้นฐานทางด้านของสินค้าต่าง ๆ สินค้าOTOP มีพื้นฐานที่ดีแต่สิ่งที่ OTOP มีความต้องการที่จะรับการสนับสนุนเพิ่มขึ้นคือว่าการทำอย่างไรให้ผลิตภัณฑ์ สามารถที่จะมีคุณภาพสูงขึ้นและสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มากขึ้นการเข้าถึง แหล่งเงินทุน การสร้างมูลค่าเพิ่มว่าสินค้าชิ้นเดียวกันถ้าเรารู้จักในการออกแบบที่ดี มีคุณภาพที่ดี วางการตลาดได้ดีเราจะขายได้ในราคาที่สูงขึ้น อันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของช่องทางการจัดจำหน่ายดังนั้นการทำ Workshop ในส่วนของกลุ่มสินค้า OTOP รัฐบาลได้มีการแบ่งในส่วนของสินค้าเราจะกำหนดในเรื่องของการพัฒนาให้ชัดเจน ว่าสินค้าแต่ละประเภท เช่น หมวดอาหาร หมวดเครื่องนุ่งห่ม หมวดสินค้าต่าง ๆ ที่เป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน ต่าง ๆ ที่เป็นสินค้าจากพื้นบ้านหรือของประดับต่าง ๆ เราจะทำอย่างไรในการที่จะออกแบบช่วยกันพัฒนาคิดค้นซึ่งจะบูรณาการกับทางด้าน ของศูนย์วิจัย และการทำงานในการที่จะพัฒนาในส่วนของสินค้านี้ให้มากขึ้นและรวมถึงให้กลุ่ม ของ OTOP นั้นเข้าถึงแหล่งเงินทุนซึ่งจะบูรณาการกับทางสถาบันการเงินต่าง ๆ ในการที่จะให้ช่วยเสริมในการที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุน อันนี้จะเป็นเรื่องของสินค้า ต่อไปเป็นเรื่องของกลุ่มนอกจากกลุ่ม OTOP นี้มีหลายกลุ่มและหลายประเภทในการที่เราจะทำการตลาดเราต้องเข้าใจในเรื่อง ของกลุ่มของผู้ประกอบการทั้งหมดจะแบ่งเป็นหลาย ๆ กลุ่ม โดยจะมองทางด้านของคุณภาพและปริมาณ อย่างบางกลุ่มจะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพฝีมือดีแต่ไม่สามารถขยายได้มาก เราจะมองกลุ่มนี้วิธีการทำตลาดที่จะเรียกว่าเป็นกลุ่มเฉพาะที่มีความเด่น ความสวย ความงาม เรียกว่าเป็นดาวเด่น อันนี้เป็นกลุ่มหนึ่งที่ใช้งานฝีมือ วิธีการวางขาย วิธีการจัดจำหน่ายหรือวิธีการออกแบบจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง


พิธีกร : อันนั้นคือจะเป็นการเปลี่ยนแปลง OTOP 4 ดาว 5 ดาว แบบเมื่อสมัยก่อนหรือว่าเป็นการแบ่งสัดส่วนใหม่ของ OTOP หรือเปล่า
นายกรัฐมนตรี : OTOP แต่ละดาวยังอยู่เหมือนเดิมแต่สิ่งที่เราคิดเราจะคิดในมุมที่เรียกว่าการแก้ ปัญหา ถ้าเราแก้ภาพรวมเราต้องทำทุกคนเหมือนกันหมดแต่ในการทำงานเราต้องเข้าใจปัญหา แต่ละกลุ่ม เรามองว่าการแก้ปัญหาของ OTOP มีอยู่ 4 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเรียกว่าเป็นกลุ่มดาวเด่น เป็นกลุ่มที่สามารถที่จะขยายกำลังการผลิตได้มากและมีคุณภาพฝีมือสูง กลุ่มนี้สามารถมีศักยภาพในการที่จะขายระดับประเทศ ขึ้นห้างสรรพสินค้า หรือส่งออกได้


พิธีกร : เรียกว่าเป็นดาวเด่นสู่สากล
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่อนุรักษ์คุณค่าคือกลุ่มที่เป็นงานฝีมือจริง ๆ ไม่สามารถที่จะใช้เครื่องจักรขยายได้ต้องทำจากฝีมือแรงงาน เช่น การแกะสลักเครื่องเงินสักชิ้นหนึ่งซึ่งสวยมากหรือว่าเครื่องเขินต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้เป็นกลุ่มที่เราต้องวางการตลาดอีกแบบหนึ่งที่จะเสริมในส่วนของ ความเป็น Premium หรือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ อีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นกลุ่มที่ต้องการพัฒนาคือเขาอาจจะมีกำลังการผลิตที่สูง สามารถผลิตได้มากแต่ต้องการการพัฒนาด้านคุณภาพก็ต้องมีในส่วนของการวิจัยที่ เข้ามาเสริมคุณภาพ แต่กลุ่มสุดท้ายนี้จะเป็นกลุ่มที่อาจจะไม่สามารถที่จะรองรับทั้งปริมาณและ คุณภาพ เราต้องเข้าไปทำความเข้าใจว่าเขาต้องการแหล่งเงินทุน ต้องการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการไหม แก้ปัญหาหนี้สินหรือแก้ปัญหาเรื่องความรู้การจัดการ อันนี้จะแบ่งวิธีการแก้ไขปัญหาเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน เพื่อให้ทำงานได้ในเชิงของรายละเอียดมากขึ้นจากนั้นมาดูในส่วนของการตลาด ช่องทางการจัดจำหน่าย


พิธีกร : เป็นปัญหาใหญ่ มีคนมองว่า OTOP ผลิตอยู่ในชุมชนแล้วไม่รู้ว่าจะไปจำหน่ายอย่างไร จะให้ผลผลิตในจังหวัดเชียงใหม่ จะให้คนที่ภาคใต้รู้จักได้อย่างไร รัฐบาลมีการช่วยเหลือไหม 
นายกรัฐมนตรี : ถ้าหลาย ๆ กลุ่ม ถ้าเขามีความสามารถเขาจะมีหน้าร้านของตนเอง ถ้าหากไม่มี OTOP จะไม่มีเงินในการที่จะไปเปิดหน้าร้านซึ่งภาครัฐจะเข้าช่วยด้วย ซึ่งเราจะดูทั้งเรื่องระบบขายตรงคือ MLM ในการที่จะประสานกับภาคเอกชนที่จะช่วยสินค้า OTOP ได้ไปขายตามบ้านหรือไปขายขึ้นห้างสรรพสินค้าที่จะขอความร่วมมือกับทางห้าง สรรพค้าที่มีมุมสินค้าพื้นบ้านของแต่ละจังหวัดเอามาขายให้คนไทย เช่น คนกรุงเทพฯ ได้เห็นสินค้าทางภาคใต้มีอะไรดี สินค้าทางภาคอีสานมีอะไรดี ซึ่งจะได้สามารถหาซื้อได้จะเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่เราจะเข้ามาในการที่จะ เสริมช่วยรวมถึงการทำการตลาดให้กับ OTOP ด้วย


พิธีกร : มีความพยายามที่จะดึงบริษัทไปรษณีย์ไทยเข้ามาช่วยด้วยทั้งมีการจัดจำหน่ายสินค้า OTOP ออนไลน์ด้วย
นายกรัฐมนตรี : อันนี้ก็จะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งคือเราจะต้องการขายตรง คือขายผ่านทางหน้าร้าน ขายผ่านทางหน้า MLM หรือขายตรงที่มีตัวแทน หรือจะดูทั้งระบบที่ขายผ่านทางออนไลน์ที่ดูตามเว็บไซต์และสามารถสั่งซื้อได้ ก็จะบูรณาการใช้ไปรษณีย์เป็นผู้ที่ทำการจัดสั่งสินค้าให้


พิธีกร : และการเชื่อมโยงสินค้า OTOP กับการท่องเที่ยว ท่านนายกรัฐมนตรีเคยคุยกับผมไว้เหมือนกันว่าท่านนายกฯ ไปญี่ปุ่นมาและมีการเห็นว่าเขาได้มีการนำ OTOP มาลิงค์กับการท่องเที่ยวมีการคืบหน้าอย่างไรบ้างครับ
นายกรัฐมนตรี : จริง ๆ ตอนนี้ว่าจะปิดไว้ก่อนแต่พอดีคุณธีรัตถ์ถาม ก็จะบอกไว้เล็กน้อยเพราะเราก็คิดเหมือนกันเรามองว่าในส่วนการท่องเที่ยวมี หลายสถานที่ที่สำคัญและท่องเที่ยวก็มีรถไฟสายท่องเที่ยวเราก็อยากเห็นรถไฟ ที่เคยเล่าให้พี่น้องประชาชนฟังในรายการว่าในประเทศญี่ปุ่นเขามีสินค้า OTOP ขึ้นมา เราก็อยากเห็นสินค้า OTOP นี้ขายบนรถไฟสายท่องเที่ยวและตามสถานีรถไฟเราจะบูรณาการในเชิงที่เรียกว่า ท่องเที่ยวเชิงการสร้างภูมิปัญญาไทย


พิธีกร : เราจะเฝ้ารอว่าจะออกมาเป็นอย่างไร
นายกรัฐมนตรี : ค่ะ ใช่ค่ะ


พิธีกร : กิจกรรมที่เรามักจะเห็นว่า OTOP มีกี่ OTOP ใหญ่ ๆ ยังคงมีอยู่
นายกรัฐมนตรี : มีอยู่ค่ะ แต่จะพยายามที่จะเสริมในมุมมองของการสร้างมูลค่าเพิ่มและเรื่องของการเพิ่ม ช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับสินค้า OTOP ด้วยจะได้ไม่รอแต่การจัดกิจกรรมอย่างเดียว ซึ่งรายได้แต่ละปีก็จะไม่นิ่ง


พิธีกร : ต้องรอเป็นช่วง ๆ ใช่ไหม
นายกรัฐมนตรี : ถ้าเรามีหน้าร้านที่ชัดเจนทาง OTOP จะได้มีโอกาสในการแข่งขันและก็มีช่องทางมากขึ้น


พิธีกร : แต่ว่าพอพูดถึงสินค้า OTOP จะทำให้นึกถึงการบริหารจัดการโครงการต่าง ๆ ในชุมชน รัฐบาลได้ริเริ่มกองทุนหมู่บ้าน SML เหล่านั้น มีการตั้งคำถามว่าการคิดโครงการหรือว่าการเดินหน้าโครงการ SML ทำได้ช้ามากมีการเบิกจ่ายหรือไม่ค่อยเห็นผลงานออกมาเลยเกิดอะไรเกิดอะไรขึ้น กับ SML ตอนนี้
นายกรัฐมนตรี : ส่วนของ SML เราได้มีการประกาศเปิดตัวแล้วเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงใจตรงกันจริง ๆ แล้ว SML เราขยายให้กับแต่ละชุมชนที่เรียกว่า size ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ตามปริมาณขนาดของชุมชน ซึ่งแต่ละชุมชนเราได้มีการโอนเงินให้กับชุมชนแล้ว ซึ่งหลักที่อยากให้เกิดความเข้าใจตรงกันคือเงินก้อนนี้เป็นเงินที่พี่น้อง ประชาชนแต่ละชุมชนสามารถทำประชาคมในหมู่บ้านของตนเองที่จะตัดสินใจในการใช้ เงินก้อนนี้ในการแก้ปัญหาของชุมชน


พิธีกร : แสดงว่าเอาเงินที่อยู่ในชุมชนแล้วไม่ใช่ว่าอำนาจหน้าที่ของจังหวัดหรืออำเภอ ที่จะไปสั่งว่าคุณต้องทำกิจกรรมนั้น แต่ว่าจะต้องเกิดขึ้นจากคนในหมู่บ้านรวมตัวกันทำประชาคมขึ้นมา
นายกรัฐมนตรี : ถูกต้องค่ะ ในหมู่บ้านรวมตัวกันทำประชาคมกันเพื่อเลือกคณะกรรมการพอได้คณะกรรมการนี้ผู้ ที่จะเสนอโครงการก็จะต้องทำประชาคมในหมู่บ้านเองว่าอยากจะเสนอโครงการอะไร ที่จะนำเงินเหล่านี้ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาในชุมชนเอง ซึ่งอันนี้ที่เรียกว่าเป็นสิทธิและเป็นเงินของชุมชนทางภาครัฐหรือส่วนราชการ จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวมีหน้าที่ในการช่วยอำนวยความสะดวกให้กลไกนี้ทำงานได้ คล่องขึ้น ซึ่งพี่น้องประชาชนสามารถที่จะติดต่อได้จากเบอร์ของกองทุน SML ได้ในการสอบถามหรือแจ้งได้ว่าติดขัดอย่างไร เพราะจริง ๆ แล้วเป็นนโยบายที่พี่น้องประชาชนเรียกร้องและอยากให้มีขึ้น ดิฉันเองมองว่าการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะเศรษฐกิจในช่วงนี้ต้องการการแก้ไข ฟื้นฟูซึ่งภาครัฐอาจจะมองไม่เห็นในการแก้ไขปัญหาระดับชุมชน เราถึงมีนโยบายไม่ว่าจะเป็นนโยบายกองทุนหมู่บ้าน หรือนโยบาย SML เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนแก้ไขปัญหาในชุมชนเอง เรียกว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยของชุมชน


พิธีกร : ของชุมชนว่าชุมชนอยากจะเห็นโครงการอะไร ซึ่งการวัดความสำเร็จของกองทุนที่ประชาชนจัดกิจกรรมหรือทำประชาคมขึ้นมาเองจะวัดจากอะไร
นายกรัฐมนตรี : คือ 1. วัดจากจำนวนผู้ที่มาขอโครงการหรือการที่ยอมรับและที่สำคัญคือการที่เรา บอกว่าให้เป็นประชาคมเพราะว่าการวัดจากการยอมรับ ซึ่งกลไกนี้จะเป็นกลไกของการยอมรับถ้าสมมุติว่าทุกคนที่อยู่ในหมู่บ้านทำ โครงการที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนแน่นอนจะมีเสียงที่เรียกร้องหรือคัดค้าน เกิดขึ้น อันนี้จะเรียกว่ากลไกที่เราให้พี่น้องประชาชนใช้เงินอย่างเต็มที่และเรียก ว่ามีความเป็นประชาธิปไตยในการที่จะตัดสินใจใช้เงินของชุมชนอย่างตรงกับความ ต้องการ


พิธีกร : เพราะฉะนั้นยืนยันว่าภาครัฐจะไม่เข้าไปยุ่งกับเงินก้อนนั้นแน่นอน
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ
พิธีกร : จังหวัดจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง อำเภอต่าง ๆ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ใช้ตรงนั้น
นายกรัฐมนตรี : ไม่ใช่ค่ะ เป็นของประชาชนที่จะตัดสินใจได้เลยค่ะ


พิธีกร : เพราะฉะนั้นถ้ามีข้อติดขัดเรามีเบอร์โทรศัพท์ขึ้นไว้บนหน้าจอ เบอร์  02-100-2409 ต่อ 2410 หรือ 2462 หรือจะส่งเป็นจดหมายมาที่ ตู้ ปณ. 11 ปณฝ. ห้าแยกปากเกร็ด นนทบุรี 11121 ช่วงนี้ผมขอพักสักครู่ ช่วงต่อไปกลับมาคุยกับท่านนายกรัฐมนตรีกันต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการบริหารจัดการรับมืออุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นใน ปีนี้ สักครู่หนึ่งกลับมาครับ

"ยิ่งลักษณ์" แสดงดัชนีเศรษฐกิจดีทุกด้าน ยอดส่งออกไปสหภาพยุโรปขยายตัว6.8%



(7 กรกฎาคม 2555) - น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน" เมื่อเช้านี้ว่า วิกฤติการณ์เศรษฐกิจในยุโรป ตนเองไม่อยากให้เอกชน ประชาชนตื่นตระหนก จนต้องหยุดการลงทุน เพราะจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้เศรษฐกิจไทย ซึ่งขณะนี้รัฐบาลเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เกาะติดปัญหาอย่างต่อเนื่องหากพบจุดพลิกผัน ก็พร้อมออกมาตรการ โดยขั้นตอนปฎิบัติงานนี้ ได้เชิญ 9 กระทรวง และบางหน่วยงานเช่นธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)หารืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากหารือพบจุดอันตรายรัฐบาลก็พร้อมออกนโยบายทันที

นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า สถานะประเทศตอนนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจ ยังแข็งแกร่งอยู่ ยกตัวอย่าง ตัวเลขวันนี้ ตัวเลขอัตราส่งออกโดยเฉพาะส่งออกไปสหภาพยุโรปขยายตัว 6.8% ผลผลิตอุตสาหกรรมดีขึ้น ท่องเที่ยวดีขึ้น ภาคการเกษตร ดีขึ้น ดังนั้นภาพรวมเศรษฐกิจยังอยู่ในสถานการณ์เติบโตหลังจากพึ่งฟื้นจากน้ำท่วม

"อัตราว่างงาน3 แสนราย แต่มีนักศึกษาจบใหม่อยู่ด้วย ถือว่ายังปกติ อัตราจ้างงานยังโตขึ้น ทั้งนี้วิธีเกาะติดนั้น หากอัตราไม่โตติดต่อกัน 4 เดือน ถือว่าอันตราย ส่วนอัตราส่งออก ยังยึดอัตราเดิมเติบโต 15% แต่ถือว่าท้าทาย ดังนั้นเราจะมีการประชุม เพื่อแก้ปัญหาส่งออก เป็นระยะ นอกจากนั้นรัฐบาลจะเข้ามาช่วยเหลือกลุ่ม เอสเอ็มอี ด้วย"

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เพื่อไทย เปิดเวทีเสวนา สังคมสื่อออนไลน์มีอิทธิพลอย่างไรต่อการพัฒนาประชาธิปไตย?

วิทยากรทั้ง 3 ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ทางด้านสื่อออนไลน์
นายสุนทร พฤกษ์พิพัฒน์ บรรณาธิการกลุ่มสื่อประชาชนไทยฟรีนิวส์ เป็นผู้นำอบรมทวิตเตอร์ในช่วงบ่าย

บรรยากาศการเสวนา ประชาชนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างคึกคัก
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2555 ที่ผ่านมา ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ได้มีการจัดเสวนาและรับฟังความคิดเห็นเครือข่ายพลเมืองสังคมออนไลน์ ในหัวข้อ "สังคมสื่อออนไลน์มีอิทธิพลอย่างไรต่อการพัฒนาประชาธิปไตย?" โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ รักษาการผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย และ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ทางด้านเครือข่ายสังคมออนไลน์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ที่ร่วมงานเสวนากว่า 100 คน โดยมี นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ เป็นผู้กล่าวรายงาน และ นายธีรัตถ์ รัตนเสวี รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ

สำหรับหัวข้อและความคิดเห็นในวงเสวนา สรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ดังต่อไปนี้

สื่อออนไลน์มีบทบาทในการส่งเสริมการรับรู้ข่าวสารของประชาชนอย่างไร?
นายภูมิธรรม ระบุว่า โลกยุคดิจิตอลวันนี้มีความสำคัญยิ่ง เติบโตก้าวกระโดด เห็นได้จากตัวเลขคนใช้เว็บเครือข่ายทางสังคมกว่า 900 ล้านคน วันนี้คนใช้งานยูทูปกว่า 800 ล้านคน ใช้ ทวีตเตอร์ทั่วโลกกว่า 500 ล้านคน โดยประเทศไทยมีประชากรกว่า20ล้านคนกำลังสนใจและใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ โลกวันนี้แข่งขันกันที่"ความเร็ว"แต่เป็น "ความเร็วที่มีคุณภาพ" คือที่เราทุกคน ถวิลหาและรอการร่วมมือ ช่วยกันสร้างขึ้นมา

บทบาทของพรรคการเมืองกับการใช้สื่อออนไลน์ในการสื่อสารความคิดและกิจกรรมทางการเมือง?
นายภูมิธรรม กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีแนวคิดในการส่งเสริมให้คนไทยเป็น นักคิด นักเขียน นักอ่าน มีอิสรภาพทางความคิดและแสดงออกทางความคิดอย่างสร้างสรรค์ ผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน และพรรคการเมืองต้องปรับตัวกับสังคมออนไลน์ พรรคเพื่อไทยก็ต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงในวิวัฒนาการสื่อออนไลน์  ทั้งทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค

ทำอย่างไรการใช้สื่อออนไลน์ไม่ใช่เพียงเป็นการประชาสัมพันธ์ แต่เป็นการให้ความรู้?
นายสมบัติ แสดงความคิดเห็นว่า วันนี้ เราจะทำอย่างไรให้นักข่าวพลเมืองทั้งหลาย สามารถนำสารและความเป็นจริงไปเพิ่มเติมให้ประชาชนได้รับรู้ ช่วยกันเปิดประเด็นและมุมมอง ให้คนได้ร่วมกันคิด อย่างมีจิตสำนึก เสริมสร้างปัญญาและมีสติ ให้สร้างความสมดุลย์ในการวิเคราะห์และมองปัญหา เสริมสร้างพลังใจและพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา

การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของการรับ และ แชร์ข้อมูลต่อของสื่อสังคมออนไลน์?
นายธีรัตถ์ ระบุว่า วันนี้..คุณภาพของข้อมูลข่าวสาร มิใช่หยุดอยู่ที่ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร...เท่านั้น...แต่ต้องรู้จักแยกย่อย/วิเคราะห์/แยกแยะ/ลำดับเรื่อง/เล่าเบื้องหลัง/ร่วมแสดงความเห็น เปิดมุมมอง ส่องอนาคต คือที่ต้องช่วยกันเสริมศักยภาพของประชาชน ผู้รับสารและตัวเราเอง เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อของ"ข่าวปั่น ปล่อย ลวง บิดเบือนทั้งปวง

ใช้สื่อออนไลน์อย่างไรให้เกิดความสร้างสรรค์ ไม่ใช่ทำลายล้าง รวมถึงการเสนอ ความจริง และข้อโต้แย้งต่างๆ?
นายภูมิธรรม ระบุว่า ขอให้เชื่อในพลังของมนุษย์ เชื่อมั่นในพลังของข้อมูลข่าวสาร พลังแห่งความจริงและพลังแห่งความถูกต้อง พลังเหล่านี้เป็นพลังที่ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทั้งสิ้น ไม่มีอำนาจใดๆหยุดยั้ง การเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งดีงามได้

ท่านคิดว่าความเห็นของประชาชนในโลกออนไลน์สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้หรือไม่?
นายสมบัติ กล่าวว่า ในฐานะภาคประชาชน พลเมืองสามารถผลักดันได้อย่างไร วันนี้ในฐานะ "พลเมืองยุค Digital" เรามิใช่"ผู้บริโภคและผู้รับสาร"แต่ฝ่ายเดียว หากแต่เป็น"ผู้ผลิตและกระจายสารด้วย" เราต้องช่วยกันผลักดันให้ New Media ทำหน้าที่ระดมสมอง ติดอาวุธทางปัญญา สะท้อนความหลากหลาย ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง วันนี้ถ้าประชาชนยืนหยัด สู้ด้วยความจริง ด้วยพลังของข้อมูลและเหตุผล ประเทศเราต้องมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้นแน่นอน

โดยในช่วงท้ายของการเสวนา นายพานทองแท้ ชินวัตร ในฐานะแขกรับเชิญพิเศษได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวงเสวนาด้วย ทั้งนี้ผู้ที่สนใจร่วมกิจกรรมในครั้งต่อไป สามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง ทวิตเตอร์ @PTCyberTalk หรือ http://www.facebook.com/PTCyberTalk

นักวิทยาศาสตร์ไทย เผยประโยชน์ 7 ประการ โครงการนาซ่าที่อู่ตะเภา

ดร.นริศรา ทองบุญชู
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "ดร.นริศรา ทองบุญชู" อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี  คณะวิศวกรรมศาสตร์  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้เผยแพร่ บทความสรุปประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ จากโครงการ SEAC4RS ของ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ ทั้งหมด 7 ประการ พร้อมแจ้งสิ่งที่ประเทศไทยสูญเสีย หากโครงการดังกล่าวถูกล้มเลิกหรือไม่ได้ดำเนินโครงการ 


ทั้งนี้ คณะนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของประเทศไทย ที่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าวประกอบไปด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.เสริม จันทร์ฉาย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ดร.นริศรา ทองบุญชู คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, อาจารย์บุศราศิริ ธนะ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ว่าที่ร้อยตรี เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


สำหรับเนื้อหาที่เผยแพร่ดังกล่าว ที่รวบรวมโดย  ดร.นริศรา ทองบุญชู มีดังต่อไปนี้


สรุปประโยชน์ที่จะได้จากการมีโครงการ SEAC4RS(South East Asian Composition Cloud  Climate Coupling Regional  Study)

วัตถุประสงค์ของโครงการ
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักๆ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับองค์ประกอบต่างๆ อากาศ(Composition)  เมฆ(Cloud)  ภูมิอากาศ(climate) ว่ามีการเชื่อมโยงการอย่างไร(coupling) เนื่องมากจากมีความเชื่อว่าลมมรสุมในเอเชียซึ่งเกิดจากความกดดันอากาศสูง หรือแอนติไซโคลนเป็นหนทางหลักที่นำมวลอากาศที่มีสารปนเปื้อนจากชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ไปยังสตราโทสเฟียร์  นอกจากนี้ลักษณะการใช้พื้นที่ และเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีลักษณะที่หลากหลาย ตั้งแต่ เกษตรกรรมกรรม อุตสาหกรรมการผลิต และบริการ ทำให้มีความแตกต่างกันทางด้านการปลดปล่อยมลพิษ นอกจากนี้ยังเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของโลกทำให้มีมลพิษปลดปล่อยจากการเดินเรืออีกด้วย ดังนั้นจึงมีคำถามทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นมาได้แก่



  • มลพิษทางอากาศที่ปลดปล่อยในบริเวณเขตร้อนชื้นเกิดการแพร่กระจายโดยกระบวนการพาในแนวระดับทีมีความสูงทั่วชั้นโทรโพสเฟียร์ได้อย่างไร
  • แก๊ส และละอองลอยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรระหว่างกระบวนการพาในแนวระดับที่มีความสูง และมีผลปฏิกิริยาเคมีในชั้นโทรโพสเฟียร์ตอนบน และตอนล่างของสตราโทสเฟียร์
  • ผลกระทบของละอองลอยจากมลพิษที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ และการเผาชีวมวลมีผลอย่างไรต่อสภาพภูมิอากาศในพื้นที่จากการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของลักษณะอุณหภูมิในบรรยากาศ และการเกิดเมฆ
  • ลักษณะการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบตามแนวระดับของลมมรสุมในเอเชีย และสามารถแสดงให้เห็นว่ามลพิษเคลื่อนที่จากชั้นโทรโพสเฟียร์ตอนบนไปยังตอนล่างของชั้นสตราโทสเฟียร์
  • การศึกษาทางด้านดาวเทียมต้องการยืนยันความถูกต้อง และการหาสหสัมพันธ์กับค่าที่ได้จากการตรวจวัดเพื่อให้สามารถมีประโยชน์ในการใช้งานเพื่อความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงสภาวะบรรยากาศ  และกระบวนการได้ดียิ่งขึ้น


หน่วยงาน/นักวิจัยไทยที่มีส่วนร่วม
  1. สำนักฝนหลวง และการบินเกษตร
  2. สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) 
  3. มหาวิทยาลัยศิลปากร  รศ.ดร.เสริม จันทร์ฉาย(ground-based remote sensing aerosols and  radiation)
  4. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  ดร.นริศรา ทองบุญชู  (ผู้เชี่ยวชาญแบบจำลองคุณภาพอากาศ)



ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการทำโครงการ

  • นักวิจัยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และองค์ความรู้ กับนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญสูง และมีชื่อเสียงที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ นักศึกษาระดับปริญญาโท-เอกได้มีโอกาสได้เรียนรู้ในการทำวิจัยร่วม และมีประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง
  • คุณครู และนักเรียนทั่วประเทศจำนวน 99 คน ได้รับความรู้เกี่ยวกับระบบของโลก จากการโครงการอบรม เรื่อง  SEAC4RS ผ่านโครงการ  The Globe Program ของ สสวท  เมื่อวันที่ 5-6 มิถุนายน 2555 จากวิทยากรชาวไทย และนักวิจัยจากนาซ่า
  • ทางสำนักฝนหลวงได้รับประสบการณ์ และองค์ความรู้เพิ่มเติม จากการตรวจวัดองค์ประกอบทางฟิสิกส์ของอากาศ จากเครื่องบินของทางฝนหลวง และของนาซ่า  นอกจากนี้ยังได้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของละอองลอย และองค์ประกอบทางเคมีทำให้มีความเข้าใจ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดียิ่งขึ้น
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)  ได้เรียนรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับการยืนยันความถูกต้องของข้อมูลดาวเทียม  การปรับแก้ข้อมูลของดาวเทียมไทยไทยโชติ  เป็นต้น
  • มหาวิทยาลัยศิลปากร  ได้มีโอกาสทำวิจัยร่วม  การหาสหสัมพันธ์ระหว่างละอองลอยที่ได้จากการตรวจวัดจากภาคพื้นดิน  บนเครื่องบิน และจากดาวเทียม
  • สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  ได้ทำวิจัยร่วมได้ข้อมูลจากการตรวจวัดมลพิษที่บริเวณต่างๆ และแหล่งกำเนิดต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการปรับแก้แบบจำลองการแพร่กระจายมลพิษทางอากาศให้สามารถทำนายได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น  โดยข้อมูลของละอองลอย และองค์ประกอบทางเคมีที่คาดว่าจะได้จากการวัดระหว่างการบินในทะเล ใกล้ๆ พื้นที่ อ.สัตหีบ และ อ.แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี  และ อ.เมือง จ.ระยอง  มีความสำคัญอย่างมากในการศึกษาความเป็นไปของมลพิษจากอุตสาหกรรมในบริเวณดังกล่าวซึ่งเป็นบริเวณที่สำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ  เนื่องจากไม่มีข้อมูลตรวจวัดในบริเวณที่ห่างจากแหล่งกำเนิด ในทะเล และในแนวระดับมาก่อน  นอกจากนี้เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดในเครื่องบินสำรวจของนาซ่ายังมีสมรรถนะทีสูงทำให้สามารถแยกวิเคราะห์สารเคมี  และละอองลอยได้ละเอียดกว่าที่อุปกรณ์ตรวจวัดของกรมคบคุมมลพิษ และ การนิคมอุตสาหกรรมฯ มีอยู่
  • จากผลการตรวจวัดทำให้สามารถได้องค์ความรู้ว่าแก๊ส  และละอองลอยที่ปลดปล่อยจากกิจกรรมต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรม การเผาในที่โล่ง  ไฟป่า มีผลอย่างไรต่อคุณภาพอากาศ  การเกิดเมฆ  และฝน  ทำให้สามารถนำมาใช้ในการทำนายสภาพอากาศ และคุณภาพอากาศ เพื่อใช้ในการป้องกัน และวางมาตรการในการแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และมลพิษทางอากาศได้อย่างถูกต้อง  และมีประสิทธิภาพ


สิ่งที่คาดว่าจะสูญเสียหากไม่ได้ดำเนินโครงการ
  • ประเทศไทยเสียประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
  • ประเทศในประชาคมอาเซียนที่อนุมัติโครงการแล้วเช่น สิงคโปร์  กัมพูชา และอินโดนีเซีย เสียโอกาสที่จะทำวิจัยร่วมกับโครงการ และนำองค์ความรู้ที่ได้มาจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ  การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และภูมิอากาศ ทั้งในระดับประเทศ และภูมิภาค
  • องค์การนาซ่า สูญเสียโอกาสในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นประโยชน์กับโลก และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การที่ศึกษาในบริเวณภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้สามารถเชื่อมโยงกับองค์ความรู้ที่มีก่อนหน้านี้ทำให้สามารถเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ ทางอุตุนิยมวิทยา มลพิษทางอากาศ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศได้เป็นอย่างดี
  • ประเทศไทยจะตอบสังคมโลกอย่างไร  และให้เหตุผลอย่างไรกับการปฏิเสธโครงการทางด้านสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยเอง  ประชาคมอาเซียน และโลก  ที่เข้ามาอย่างโปรงใส และขออนุญาตอย่างถูกต้องการกระบวนการ